สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาคหนึ่ง สมัยที่ 57 ปีการศึกษา 2547
วิชากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายการค้าระหว่างประเทศ และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา
วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม 2547

คำถาม 10 ข้อ ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง (14.00 น. ถึง 18.00 น.) ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบด้วย

ข้อ 1. นายสมโชคเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 10 ด้านทิศตะวันตกติดถนนสาธารณะ ส่วนด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 11 ของนายทองดีซึ่งเป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะ
โดยที่ดินของนายทองดีด้านทิศใต้ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 12 ของนายมี และที่ดินของนายมีทางด้านทิศใต้ติดกับ
ถนนสาธารณะ ซึ่งนายทองดีมีสิทธิเดินผ่านที่ดินของนายมีออกไปสู่ถนนสาธารณะในฐานะทางจำเป็นได้ ต่อมา
นายสมโชคได้ซื้อที่ดินของนายทองดีและจะใช้ทางที่นายทองดีเคยเดินผ่านที่ดินของนายมีออกไปสู่ถนนสาธารณะ
แต่นายมีปิดทางไม่ยอมให้นายสมโชคเดินผ่าน และนายมียังอ้างว่าต้นมะม่วงอายุ 2 ปี ซึ่งขึ้นอยู่ในที่ดินที่นายสมโชคซื้อจากนายทองดีเป็นของนายมีเพราะต้นมะม่วงงอกจากเมล็ดมะม่วงที่ตกมาจากต้นมะม่วงในที่ดินของนายมี
ให้วินิจฉัยว่า นายสมโชคจะฟ้องบังคับนายมีให้เปิดทางดังกล่าวเป็นทางจำเป็นได้หรือไม่ และใคร
เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในต้นมะม่วง

ธงคำตอบ
การที่นายสมโชคซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 11 มาจากนายทองดีนั้น แม้เดิมนายทองดีเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 11 จะมีสิทธิใช้ทางเดินในที่ดินโฉนดเลขที่ 12 ของนายมีในฐานะทางจำเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ก็ตาม นายสมโชคผู้รับโอนที่ดินดังกล่าวหาได้สิทธิในทางเดินนั้นมาด้วย
อย่างภาระจำยอมไม่ เพราะทางจำเป็นมิใช่สิทธิที่ติดกับที่ดินที่จะโอนไปพร้อมกับที่ดินด้วย ทางจำเป็นเกิดขึ้นและมีอยู่ตามความจำเป็น เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 11 ซึ่งนายสมโชคซื้อมามีทางออกสู่ถนนสาธารณะโดยผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 10 ของนายสมโชคซึ่งอยู่ติดกันได้อยู่แล้ว นายสมโชคจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทางเดินผ่านที่ดินโฉนดเลขที่ 12 ของนายมีที่นายทองดีเคยใช้ต่อไปอีก (คำพิพากษาฎีกาที่ 811-812/2540, 5672/2546 ประชุมใหญ่) ดังนั้น นายสมโชคจึงฟ้องบังคับให้นายมีเปิดทางดังกล่าวเป็นทางจำเป็นไม่ได้
ส่วนกรณีต้นมะม่วงตามปกติจะมีอายุยืนกว่า 3 ปี จึงเป็นไม้ยืนต้น แม้ต้นมะม่วงที่ขึ้นอยู่ในที่ดินของนายสมโชคซึ่งซื้อมาจากนายทองดีจะมีอายุเพียง 2 ปี ก็ถือว่าเป็นไม้ยืนต้นเพราะดูที่ประเภทไม้ ดังนั้น
ต้นมะม่วงจึงเป็นส่วนควบของที่ดินแปลงที่นายสมโชคซื้อมา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง เมื่อนายสมโชคเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนี้ จึงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในต้นมะม่วงดังกล่าวด้วย
ตามมาตรา 144 วรรคสอง ถึงแม้ต้นมะม่วงนั้นจะงอกจากเมล็ดมะม่วงที่ตกมาจากต้นมะม่วงของนายมีก็ตาม


ข้อ 2. นายสมชายทำสัญญาซื้อไก่พันธุ์พิเศษที่เพาะเลี้ยงจากฟาร์มไก่ของนายพินิจเท่านั้นจำนวน 1,000 ตัว
ในราคา 50,000 บาท โดยวางเงินมัดจำไว้ 5,000 บาท ตกลงจะมีการส่งมอบและชำระราคาที่เหลือในอีก 1 เดือน ก่อนวันส่งมอบประมาณ 1 สัปดาห์ ปรากฏว่ามีโรคไข้หวัดนกระบาดเข้าไปถึงท้องที่ฟาร์มไก่ของนายพินิจ เป็นเหตุให้ไก่ที่นายพินิจเลี้ยงอยู่ประมาณ 10,000 ตัว ตายไปประมาณครึ่งหนึ่ง ทางการได้ประกาศให้ท้องที่ดังกล่าวเป็นเขตไข้หวัดนกระบาดและมีคำสั่งให้นำไก่ในเขตนั้นไปทำลายโดยเร็ว ครั้นถึงวันส่งมอบไก่ นายพินิจไม่ส่งมอบไก่แก่
นายสมชาย แต่ขอให้นายสมชายชำระราคาที่เหลือ นายสมชายไม่ยอมชำระราคาไก่ที่เหลือ และเรียกร้องให้นายพินิจ
คืนเงินมัดจำและชดใช้ค่าเสียหายที่นายสมชายไม่ได้กำไรจากการซื้อขายครั้งนี้ 10,000 บาท
ให้วินิจฉัยว่า นายพินิจมีสิทธิเรียกร้องราคาไก่ที่เหลือจากนายสมชายหรือไม่ และนายพินิจต้องรับผิดต่อนายสมชายหรือไม่ เพียงใด


ธงคำตอบ
สัญญาซื้อขายไก่เป็นสัญญาต่างตอบแทน แต่เมื่อยังไม่มีการคัดเลือกไก่ จึงมิใช่สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 370 และมาตรา 371 เมื่อก่อนส่งมอบมีโรคไข้หวัดนกระบาดเข้าไปในฟาร์มไก่ของนายพินิจ และทางการได้มีคำสั่งให้นำไก่ในเขตนั้นไปทำลายแล้ว กรณีจึงเป็นเรื่องการชำระหนี้ของลูกหนี้
ตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุที่โทษลูกหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนไม่ได้ ลูกหนี้ย่อมหลุดพ้นจากหนี้นั้นตามมาตรา 219 วรรคหนึ่ง และขณะเดียวกันลูกหนี้ย่อมไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนตามมาตรา 372 วรรคหนึ่ง ดังนั้น
นายพินิจไม่จำต้องส่งมอบไก่แก่นายสมชาย และนายพินิจไม่มีสิทธิเรียกร้องราคาไก่ที่เหลือจากนายสมชาย
แต่นายพินิจต้องคืนเงินมัดจำ 5,000 บาท แก่นายสมชาย และกรณีนี้ถือว่าการชำระหนี้ของนายพินิจตกเป็นพ้นวิสัย เพราะเหตุอันจะโทษนายพินิจไม่ได้ นายพินิจมิได้เป็นฝ่ายที่ผิดสัญญา นายสมชายจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเนื่องจากขาดกำไรจากนายพินิจ


ข้อ 3. นายเหี้ยมหาญเป็นครูสอนวิชาพลศึกษานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง นักเรียนของนายเหี้ยมหาญมีอายุระหว่าง 11 - 13 ปี ในวันเกิดเหตุระหว่างเวลา 13 - 14 นาฬิกา นายเหี้ยมหาญสั่งให้นักเรียนในชั้นทั้งหมด 30 คน วิ่งรอบสนามซึ่งมีความยาวประมาณ 200 เมตร จำนวน 12 รอบ เพื่อลงโทษที่
นักเรียนกลุ่มนั้นทำผิดระเบียบ ในระหว่างวิ่งรอบที่ 11 เด็กชายอ่อนซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วเป็นลมล้มลง และเสียชีวิตเมื่อไปถึงโรงพยาบาล ทั้งนี้โดยนายเหี้ยมหาญมิได้รู้มาก่อนว่าเด็กชายอ่อนป่วยเป็นโรคหัวใจ
ให้วินิจฉัยว่า นางแข็งมารดาของเด็กชายอ่อนผู้ตายจะฟ้องนายเหี้ยมหาญ และเจ้าของโรงเรียนผู้เป็นนายจ้างเพื่อให้รับผิดในความตายของเด็กชายอ่อนได้หรือไม่ เพียงใด โดยเฉพาะจะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงินได้หรือไม่
หากโรงเรียนที่เกิดเหตุมิใช่โรงเรียนเอกชน แต่เป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร บุคคลที่อาจถูกฟ้องเป็นจำเลยจะแตกต่างออกไปหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ
การที่นายเหี้ยมหาญลงโทษเด็กนักเรียนอายุเพียง 11-13 ปี โดยสั่งให้วิ่งรอบสนาม ซึ่งมีความยาวประมาณ 200 เมตร เป็นจำนวนมากถึง 12 รอบ ในช่วงเวลาบ่ายนั้น ถือเป็นการกระทำที่เกินสมควรแก่กรณี โดย
นายเหี้ยมหาญสามารถคาดเห็นได้ว่าการลงโทษเช่นนั้น อาจเป็นอันตรายแก่เด็กนักเรียนที่ถูกลงโทษได้ จึงเป็นการ
กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เด็กชายอ่อนถึงแก่ความตาย เป็นการทำละเมิด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง ดังนั้น นางแข็งจึงฟ้อง
นายเหี้ยมหาญในฐานะลูกจ้าง และเจ้าของโรงเรียนในฐานะนายจ้างให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดของ
นายเหี้ยมหาญที่กระทำโดยประมาทเลินเล่อมีผลโดยตรงต่อความตายของเด็กชายอ่อนและเป็นการกระทำใน
ทางการที่จ้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ 425 ค่าเสียหายที่เรียกได้
คือค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ ตามมาตรา 443 ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูของนางแข็งมารดาของ
เด็กชายอ่อนตามมาตรา 443 วรรคสาม แต่จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันมิใช่ตัวเงิน ตามมาตรา 446 มิได้ เพราะมิใช่เป็นการกระทำละเมิดแก่ร่างกาย อนามัย หรือเสรีภาพ การที่เด็กชายอ่อนเป็นโรคหัวใจเป็นพฤติการณ์ที่อาจนำมาใช้ในการกำหนดค่าเสียหายให้ลดลงได้ตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง คือพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงของการละเมิด แต่จะนำมายกเว้นความรับผิดของนายเหี้ยมหาญและเจ้าของโรงเรียน
โดยอ้างว่าไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 5129/2546)
หากโรงเรียนที่เกิดเหตุเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เฉพาะ
กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่นายเหี้ยมหาญเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ครูสอนพละเท่านั้น ในกรณีนี้นางแข็งจะฟ้องนายเหี้ยมหาญเจ้าหน้าที่ไม่ได้
ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5


ข้อ 4. นายแมนทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านหลังหนึ่งจากนายหมูมีกำหนด 3 ปี มีข้อตกลงด้วยว่าห้ามนำบ้านหลังดังกล่าวไปให้เช่าช่วง ต่อมาในระหว่างสัญญาเช่า นายแมนตกลงด้วยวาจาให้นายเจนเช่าบ้านหลังนี้โดยไม่กำหนดระยะเวลากันไว้ อัตราค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาท ชำระค่าเช่าทุกวันสิ้นเดือน หลังจากให้นายเจนเช่าบ้านได้ 6 เดือน นายแมนเห็นว่ายังเหลือระยะเวลาตามสัญญาเช่าเดิมอีก 1 ปี และตนเองอยากกลับเข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้
อีกครั้ง จึงบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าแก่นายเจนในวันสิ้นเดือนของเดือนหนึ่ง ขอให้นายเจนขนย้ายออกจากบ้านเช่าภายใน 15 วัน ครบกำหนด 15 วันแล้วนายเจนไม่ยอมออก นายแมนจึงยื่นฟ้องต่อศาลในวันรุ่งขึ้น ขอให้ขับไล่
นายเจนออกจากบ้านเช่า นายเจนให้การต่อสู้คดีว่า
(ก) นายแมนให้นายเจนเช่าช่วงบ้านฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาที่ทำไว้กับนายหมู นายแมนจึงไม่มีอำนาจฟ้อง
(ข) การบอกเลิกสัญญาเช่าของนายแมนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนายเจนไม่ได้ทำผิดสัญญา และนายแมนบอกกล่าวให้เวลาน้อยกว่า 1 เดือน
ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเจนทั้งสองข้อรับฟังได้หรือไม่

ธงคำตอบ
(ก) แม้นายแมนทำหนังสือสัญญาเช่าบ้านจากนายหมูมีข้อตกลงห้ามนำบ้านไปให้เช่าช่วง แต่การที่
นายแมนฝ่าฝืนข้อตกลงโดยนำบ้านหลังดังกล่าวไปให้นายเจนเช่าช่วง ก็เป็นเรื่องที่นายแมนต้องรับผิดต่อนายหมู
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 544 ไม่เกี่ยวกับนายเจนผู้เช่าช่วง เมื่อนายเจนตกลง เช่าช่วงบ้านจากนายแมน การเช่าช่วงดังกล่าวย่อมผูกพันนายแมนและนายเจนในฐานะบุคคลสิทธิและนายเจนย่อมถูกปิดปากมิให้โต้แย้งอำนาจของนายแมนซึ่งตนเข้าทำสัญญาด้วย นายเจนไม่อาจยกข้ออ้างที่นายแมนให้ตนเองเช่าช่วงบ้านโดยฝ่าฝืนข้อตกลงตามสัญญาเช่าที่ทำกับนายหมูมาต่อสู้นายแมนได้ นายแมนมีอำนาจฟ้อง
(ข) การเช่าบ้านระหว่างนายแมนและนายเจนทำกันด้วยวาจา ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด
ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงฟ้องให้บังคับคดีไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538
กรณีเช่นนี้ถือว่านายเจนผู้เช่าเข้าอยู่ในบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิของนายแมนผู้ให้เช่า เมื่อนายแมนไม่ประสงค์จะให้อยู่ต่อก็สามารถฟ้องขับไล่ได้ แม้นายเจนจะมิได้ทำผิดสัญญาใด ๆ นอกจากนี้การเช่าที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือนั้น แม้จะมิได้กำหนดเวลาเช่ากันไว้ก็ไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 566 ที่นายแมนที่จะต้องบอกกล่าวการเลิกสัญญาแก่นายเจนให้รู้ตัวก่อนชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่งเป็นอย่างน้อย นายแมนมีสิทธิฟ้องขับไล่นายเจนได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน (คำพิพากษาฎีกาที่ 20/2519)
ข้อต่อสู้ของนายเจนทั้งสองข้อรับฟังไม่ได้


ข้อ 5. นายดำทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินนายแดง 1,000,000 บาท โดยจำนำแหวนเพชรหนึ่งวงราคา 600,000 บาท เป็นประกันการชำระหนี้ มีนายขาวเป็นผู้ค้ำประกันและนายเขียวจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้กู้ยืมดังกล่าวซึ่งไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ต่อมานายแดงให้นายดำยืมแหวนเพชรวงดังกล่าวไปใช้แล้วนายดำมิได้นำมาคืน ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2547 นายแดงมีหนังสือทวงถามไปยังนายดำให้ชำระหนี้กู้ยืมภายใน 15 วัน และมีหนังสือบอกกล่าวไปยังนายเขียวให้ไถ่ถอนจำนองโดยเร็วที่สุด นายดำและนายเขียวได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่
2 สิงหาคม 2547 แต่นายแดงลืมทวงถามให้นายขาวชำระหนี้ วันที่ 3 กันยายน 2547 นายแดงฟ้องนายดำ
นายขาว และนายเขียว ให้รับผิดตามสัญญากู้ยืม ค้ำประกัน และจำนอง ตามลำดับ
ให้วินิจฉัยความรับผิดของนายดำ นายขาว และนายเขียว

ธงคำตอบ
นายดำเป็นผู้กู้ยืมเงินนายแดงโดยมีสัญญากู้ยืมเป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายดำผู้กู้
แม้สัญญาไม่มีกำหนดเวลาใช้คืนเงินกู้ นายแดงก็มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนได้โดยไม่จำต้องบอกกล่าวก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 652 เมื่อนายแดงบอกกล่าวแล้วนายดำไม่ชำระหนี้ นายดำตกเป็นผู้ผิดนัด
ตามมาตรา 204 วรรคหนึ่ง จึงต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ 1,000,000 บาท แก่นายแดง
นายขาวเป็นผู้ค้ำประกัน แม้นายแดงลืมบอกกล่าวทวงถามให้นายขาวชำระหนี้ แต่เมื่อนายดำลูกหนี้
ผิดนัดแล้ว นายแดงย่อมมีสิทธิเรียกให้นายขาวชำระหนี้ได้ตามมาตรา 686 โดยไม่จำต้องบอกกล่าวทวงถามแก่
นายขาว (คำพิพากษาฎีกาที่ 6389/2534) การที่นายแดงผู้รับจำนำให้นายดำยืมแหวนเพชรไปทำให้ทรัพย์ที่จำนำกลับคืนสู่ครอบครองของนายดำผู้จำนำ สิทธิจำนำจึงระงับตามมาตรา 769 (2) (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 2517/2534) และเป็นเรื่องเจ้าหนี้ทำให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจรับช่วงสิทธิจำนำได้เพราะการกระทำของเจ้าหนี้ตามมาตรา 697 นายขาวผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเท่าที่ตนเสียหายคือ 600,000 บาท ดังนั้น นายขาวต้องรับผิดต่อนายแดง 400,000 บาท
สำหรับนายเขียวผู้จำนอง การบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น ตามมาตรา 728 หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองของนายแดงมิได้กำหนดเวลาให้นายเขียวชำระหนี้ จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองที่ไม่ชอบ นายแดงยังไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำนอง นายเขียวจึงยังไม่ต้องรับผิดต่อนายแดง


ข้อ 6. นายเอกเปิดร้านขายอาหารอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ได้สั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์จากนายโทเพื่อนำไปใช้ในร้าน
นายเอกออกเช็คธนาคารกรุงทอง จำกัด สาขาลาดพร้าว ซึ่งเป็นเช็คผู้ถือลงวันที่ 7 มกราคม 2547 ชำระหนี้แก่
นายโทที่ร้านนั้นเอง นายโทสลักหลังและส่งมอบเช็คดังกล่าวแก่นายตรีเพื่อชำระหนี้เงินยืม นายตรีรับเช็คไว้แล้วหลงลืม จนกระทั่งวันที่ 14 พฤษภาคม 2547 จึงนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน เพราะเงิน
ในบัญชีไม่พอจ่าย นายตรีทวงถามนายเอกและนายโทให้ใช้เงินตามเช็ค ทั้งสองคนต่อสู้ว่านายตรีนำเช็คไปเรียก
เก็บเงินล่าช้า จึงสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ตน
ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายเอก และนายโทฟังขึ้นหรือไม่

ธงคำตอบ
เช็คที่นายเอกสั่งจ่ายเป็นเช็คให้ใช้เงินในเมืองเดียวกันกับสถานที่ออกเช็ค แม้นายตรีผู้ทรงจะมิได้ยื่นเช็ค
แก่ธนาคารเพื่อให้ใช้เงินภายในเดือนหนึ่งนับแต่วันออกเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990
แต่ไม่ปรากฏว่าการไม่ยื่นเช็คภายในกำหนดดังกล่าวทำให้นายเอกผู้สั่งจ่ายต้องเสียหายอย่างใด นายตรีจึงไม่เสียสิทธิที่มีต่อนายเอกและมีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากนายเอกได้ ตามมาตรา 900 และมาตรา 914 ประกอบด้วยมาตรา 989 (คำพิพากษาฎีกาที่ 3242/2530) ข้อต่อสู้ของนายเอกฟังไม่ขึ้น
นายโทสลักหลังเช็คผู้ถือ ถือว่าการสลักหลังนั้นเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายจึงต้องผูกพัน
เป็นอย่างเดียวกันและรับผิดร่วมกับนายเอกผู้สั่งจ่ายตามมาตรา 921 มาตรา 940 วรรคหนึ่ง และมาตรา 967 ประกอบด้วยมาตรา 989 นายโทไม่ได้อยู่ในฐานะผู้สลักหลังทั้งปวงอันจะพ้นความรับผิดตามมาตรา 990 ซึ่งเป็นเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิไล่เบี้ยของผู้ทรงเช็คต่อผู้สลักหลังโอนเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงินเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงผู้สลักหลังเช็คในฐานะเป็นผู้รับประกันการใช้เงิน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายตามเช็คซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย นายโทไม่หลุดพ้นจากความรับผิดและต้องร่วมรับผิดกับนายเอก (คำพิพากษาฎีกาที่ 1007/2542) ข้อต่อสู้ของนายโทฟังไม่ขึ้นเช่นกัน


ข้อ 7. บริษัทสยาม จำกัด จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2547 มีทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท มีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท มีนายหนึ่งและนายสองเป็นกรรมการ ต่อมาในเดือนมีนาคม 2547 บริษัทฯ ขาดเงินหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ จึงขอยืมเงินจากนายหนึ่งจำนวน 1,000,000 บาท อย่างไรก็ตามในเดือนสิงหาคม 2547 กิจการของบริษัทฯ ได้ดีขึ้น ผู้ถือหุ้นประสงค์จะตอบแทนความช่วยเหลือของนายหนึ่ง ผู้ถือหุ้นจึงได้ประชุมกันลงมติพิเศษ
ให้บริษัทฯ ออกหุ้นเพิ่มทุนจำนวนทั้งสิ้น 10,000 หุ้น โดยให้เสนอขายให้นายหนึ่งคนเดียวในราคาหุ้นละ 90 บาท โดยให้ถือว่า เงินที่กู้ยืมส่วนหนึ่งจำนวน 900,000 บาท ที่บริษัทฯ ยืมไปจากนายหนึ่งเป็นเงินชำระค่าหุ้นและให้คืนเงินที่กู้ยืมที่เหลืออีก 100,000 บาท ให้นายหนึ่ง
ให้วินิจฉัยว่า มติพิเศษของผู้ถือหุ้นดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ
การที่ผู้ถือหุ้นบริษัทสยาม จำกัด ลงมติพิเศษให้เพิ่มทุนโดยเสนอขายหุ้นให้นายหนึ่งคนเดียวนั้นกระทำไม่ได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1222 ซึ่งบัญญัติว่า บรรดาหุ้นที่ออกใหม่นั้นต้องเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหลายตามส่วนจำนวนหุ้นซึ่งเขาถืออยู่ ส่วนที่ลงมติเสนอขายในราคาหุ้นละ 90 บาท ต่อหุ้นก็กระทำไม่ได้ เพราะต่ำกว่ามูลค่าหุ้นที่ตั้งไว้ จึงขัดต่อมาตรา 1105 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ออกขายหุ้นในราคาต่ำไปกว่ามูลค่าของหุ้นที่ตั้งไว้ และที่ลงมติให้นายหนึ่งชำระค่าหุ้นเพิ่มทุน โดยทำการหักกลบลบหนี้กับเงินที่บริษัทสยาม จำกัด ยืมมาจากนายหนึ่งก็กระทำไม่ได้เช่นกัน เพราะขัดต่อมาตรา 1119 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ในการใช้เงินค่าหุ้นนั้น ผู้ถือหุ้นจะหักหนี้กับบริษัทหาได้ไม่ ดังนั้น มติพิเศษของผู้ถือหุ้นทั้งสามประการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย


ข้อ 8. นายมิตรและนางสาวมุ้ย ต่างมีอายุ 25 ปี ทำสัญญาหมั้นกัน โดยนายมิตรได้มอบแหวนเพชร 1 วง ราคา 200,000 บาท ให้แก่นางสาวมุ้ยเป็นของหมั้น แล้วนายมิตรกับนางสาวมุ้ยก็อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา โดย
นางสาวมุ้ยลาออกจากงานซึ่งขณะนั้นได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท เพื่อช่วยนายมิตรทำการค้าที่บ้านนายมิตร ครั้นถึงกำหนดวันจดทะเบียนสมรสตามที่ตกลงกันไว้แล้ว นายมิตรไม่ยอมไปจดทะเบียน กลับนำหญิงอื่นเข้ามาอยู่กินในบ้านและขับไล่นางสาวมุ้ย นางสาวมุ้ยจึงกลับไปอยู่กับนางแม้นมารดา ต่อมานายมิตรยอมใช้ค่าทดแทนความเสียหายในการที่นางสาวมุ้ยมาอยู่กินกับนายมิตรให้แก่นางสาวมุ้ยเป็นเงิน 200,000 บาท โดยรับสภาพเป็นหนังสือไว้ หลังจากนั้นนางสาวมุ้ยก็ถึงแก่ความตาย ซึ่งขณะถึงแก่ความตายคงมีแต่นางแม้นและนายมุ่ง น้าของนางสาวมุ้ยมีชีวิตอยู่เพียง 2 คนเท่านั้น
ให้วินิจฉัยว่า นางแม้น และนายมุ่ง มีสิทธิในแหวนเพชรของหมั้น ค่าทดแทนความเสียหายตามหนังสือ
รับสภาพ กับค่าทดแทนความเสียหายที่นางสาวมุ้ยลาออกจากงานหรือไม่ เพียงใด

ธงคำตอบ
นางแม้นและนายมุ่งต่างเป็นมารดาและน้าของนางสาวมุ้ยผู้ตาย จึงเป็นทายาทโดยธรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (2) และ 1629 (6) ตามลำดับ แต่นายมุ่งเป็นทายาทที่อยู่ลำดับถัดลงไปจากนางแม้น ย่อมไม่มีสิทธิรับทรัพย์มรดกตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง นางแม้นจึงเป็นทายาทโดยธรรมของ
นางสาวมุ้ยแต่ผู้เดียว
การที่นายมิตรกับนางสาวมุ้ยหมั้นกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายมีอายุเกินกว่า 17 ปีบริบูรณ์ ทั้งไม่ได้เป็นผู้เยาว์และนายมิตรได้ส่งมอบแหวนเพชรให้แก่นางสาวมุ้ยเป็นของหมั้น การหมั้นจึงทำได้และสมบูรณ์ตามมาตรา 1435
วรรคหนึ่ง และ 1437 วรรคหนึ่ง ของหมั้นจึงตกเป็นสิทธิของนางสาวมุ้ยตามมาตรา 1437 วรรคสอง เมื่อนายมิตรไม่ยอมจดทะเบียนสมรส ถือว่านายมิตรผิดสัญญาหมั้น นางสาวมุ้ยไม่ต้องคืนของหมั้นตามมาตรา 1439 ของหมั้นย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังนางแม้น
การที่นางสาวมุ้ยไปอยู่กินร่วมกันกับนายมิตรฉันสามีภริยา ทั้งยังถูกนายมิตรขับไล่ ย่อมเป็นเหตุให้
นางสาวมุ้ยได้รับความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียง ตามมาตรา 1440 (1) (คำพิพากษาฎีกาที่ 982/2518)
และการที่นางสาวมุ้ยลาออกจากงานเพื่อช่วยนายมิตรทำการค้า ถือว่าเป็นกรณีที่สมควร นางสาวมุ้ยย่อมได้รับ
ความเสียหายตามมาตรา 1440 (3) (คำพิพากษาฎีกาที่ 3366/2525) นายมิตรจึงต้องใช้ค่าทดแทน
ความเสียหายทั้งสองประการแก่นางสาวมุ้ย ตามมาตรา 1439 ซึ่งสิทธิที่เรียกร้องดังกล่าวไม่อาจโอนกันได้และ
ไม่ตกทอดไปถึงทายาท แต่สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนความเสียหายต่อกายหรือชื่อเสียงนั้น เนื่องจากนายมิตรได้รับสภาพไว้เป็นหนังสือแล้ว สิทธิเรียกร้องเฉพาะส่วนนี้ย่อมเป็นมรดกตกทอดไปยังนางแม้น ตามมาตรา 1447 วรรคสอง


ข้อ 9. บริษัท ก. ประเทศไทย สั่งซื้อเชอร์รี่ในราคา C.I.F. จากบริษัท เอ ประเทศอังกฤษ จำนวน 500 ลัง
บรรจุอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 1 ตู้ ปรากฏว่าสินค้าถูกขนส่งโดยบริษัทแปซิฟิก มาจนถึงท่าเรือกรุงเทพ
บริษัทแอตแลนติก (ประเทศไทย) เข้าทำหน้าที่ติดต่อเพื่อนำเรือเข้าเทียบท่าและขนถ่ายของลงจากเรือ แต่เนื่องจากท่าเรือกรุงเทพในขณะนั้นมีความแออัดเป็นอย่างมาก บริษัทแอตแลนติก (ประเทศไทย) ไม่สามารถนำเรือเข้า
เทียบท่าเพื่อขนถ่ายสินค้าได้ เป็นเหตุให้เชอร์รี่เน่าเสีย
บริษัท ก. ประเทศไทย จึงฟ้องเรียกให้บริษัทแปซิฟิก และบริษัทแอตแลนติก (ประเทศไทย) ให้รับผิด
ให้วินิจฉัยว่า บริษัททั้งสองจะต้องรับผิดชอบหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ
บริษัทแปซิฟิก เป็นผู้ขนส่งรับขนสินค้าเชอร์รี่จากประเทศอังกฤษ มายังประเทศไทย และสินค้าเชอร์รี่ได้รับความเสียหายในระหว่างที่ยังอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าวตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 เว้นแต่จะมีเหตุยกเว้นความรับผิดตามกฎหมาย

กรณีตามปัญหา สินค้าเชอร์รี่เน่าเสีย เพราะเหตุที่ท่าเรือกรุงเทพในขณะนั้นมีความแออัดเป็นอย่างมาก เรือจึงไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ ซึ่งถือเป็นเหตุที่มิใช่ความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ขนส่ง หรือของตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ขนส่ง ผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 52 (13) ดังนั้นผู้ขนส่งคือบริษัทแปซิฟิก จึงไม่ต้องรับผิดต่อความเน่าเสียของสินค้าเชอร์รี่ (คำพิพากษาฎีกาที่ 7879/2542)
บริษัทแอตแลนติก (ประเทศไทย) เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่ติดต่อเพื่อนำเรือเข้าเทียบท่าและขนถ่ายสินค้า
จึงมิใช่ผู้ขนส่ง หรือผู้ขนส่งอื่นตามมาตรา 3 ทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นก็มิได้เกิดจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของบริษัทแอตแลนติก (ประเทศไทย) ดังนั้นบริษัทแอตแลนติก (ประเทศไทย) จึงไม่ต้องรับผิดเช่นกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 4277/2540)


ข้อ 10. สมาคมกีฬาไทย ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร สร้างสรรค์เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง มอบเป็นรางวัลแก่นักกีฬาซึ่งชนะการแข่งขันได้อันดับ 1 ถึงอันดับ 3 ในกีฬาประเภทต่าง ๆ ประจำปี 2547
เป็นเหรียญทรงกลมรูปนกกางปีกถลาร่อน ซึ่งสวยงามมาก หนึ่งเดือนต่อมา นายวัฒนาผลิตเหรียญซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเหรียญรางวัลดังกล่าวจำนวน 10,000 เหรียญ ออกจำหน่ายโดยพลการ และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า BOISE (อ่านว่า บอย-ซี) ซึ่งเขียนด้วยลวดลายพิเศษ เพื่อใช้กับสินค้าเหรียญที่ระลึก
ชนิดต่าง ๆ โดยติดเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่ซองบรรจุเหรียญ ส่วนคำว่า BOISE เป็นชื่อเมืองหลวงของมลรัฐ ไอดาโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นชื่อเมืองที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้จัก แต่ไม่ซ้ำหรือใกล้เคียงกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น
ให้วินิจฉัยว่า การกระทำของนายวัฒนา เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ใดหรือไม่ และจะขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า BOISE ได้หรือไม่

ธงคำตอบ
เหรียญรางวัลทรงกลมรูปนกเป็นงานประติมากรรม เมื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกเหนือจากการชื่นชมในคุณค่าของตัวงาน จึงเป็นงานศิลปประยุกต์ ซึ่งเป็นศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์ของสมาคมกีฬาไทย
การที่นายวัฒนาผลิตเหรียญที่มีลักษณะเหมือนกับเหรียญรางวัลดังกล่าวออกจำหน่ายโดยพลการเป็นการลอกเลียนแบบในส่วนสาระสำคัญของงาน อันเป็นการทำซ้ำและเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในอายุการคุ้มครอง จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานศิลปประยุกต์ของสมาคมกีฬาไทย
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 วรรคหก (7) วรรคสิบสาม และวรรคสิบห้า มาตรา 22
มาตรา 27 (1) และ (2)
คำว่า BOISE เป็นเครื่องหมายคำที่เป็นชื่อเมืองหลวงของมลรัฐหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่ชื่อ
เมืองหลวงในประเทศดังกล่าว อันจะถือว่าเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2802/2546) ส่วนชื่อเมืองซึ่งเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์อื่น ๆ ที่จะไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ จะต้องเป็นชื่อเมืองที่ประชาชนทั่วไปรู้จัก แต่ BOISE เป็นชื่อเมืองที่ประชาชนทั่วไปไม่รู้จัก จึงเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 7 วรรคสอง (2) ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์ ฉบับที่ 5
(พ.ศ. 2535) เรื่องการกำหนดชื่อทางภูมิศาสตร์ ตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า
พ.ศ. 2534 ลงวันที่ 22 มกราคม 2535 ข้อ 4 และ 5 ทั้งเป็นเครื่องหมายการค้าที่ไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้จดทะเบียน และไม่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตา 8 และมาตรา 13 นายวัฒนาจึงขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า BOISE เพื่อใช้กับสินค้าเหรียญที่ระลึกได้