สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

การสอบข้อเขียนความรู้ชั้นเนติบัณฑิต ภาคสอง สมัยที่ 55  ปีการศึกษา 2545

วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม   กฎหมายลักษณะพยานหลักฐาน

วิชาว่าความและการถามพยาน   การจัดทำเอกสารทางกฎหมาย 

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2546

 

 


คำถาม 10 ข้อ  ให้เวลาตอบ 4 ชั่วโมง  (14.00 .  ถึง  18.00 .)  ให้ยกเหตุผลประกอบคำตอบด้วย

 

 

 

ข้อ  1.    คดีอาญาเรื่องหนึ่ง ความผิดเกิดในเขตอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จำเลยมีที่อยู่ที่อำเภอเมือง

กำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และหลบหนีไปถูกจับได้ที่อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร

อำเภอเมืองตากทำการสอบสวน เพราะการดำเนินคดีที่อำเภอเมืองตากสะดวกกว่า พนักงานอัยการจังหวัดตากยื่นฟ้อง

จำเลยที่ศาลจังหวัดตาก ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดตากขอโอนคดีไปพิจารณาที่ศาลจังหวัด

กำแพงเพชร เพราะจะได้มีโอกาสติดต่อกับญาติของตนได้โดยสะดวก ระหว่างรอคำสั่งศาลจังหวัดตาก จำเลยได้ยื่นคำร้อง

ต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มีเขตอำนาจเหนือศาลต่าง นั้นอีก โดยขอโอนคดีดังกล่าวไปพิจารณายังศาลจังหวัด

อุทัยธานีโดยจำเลยอ้างว่าผู้เสียหายเป็นผู้มีอิทธิพล อาจมีการขัดขวางต่อการพิจารณาหรือน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบหรือ

เหตุร้ายอย่างอื่นขึ้น

             ให้วินิจฉัยว่า  จำเลยจะขอโอนคดีในกรณีดังกล่าวได้หรือไม่     

 

ธงคำตอบ

             เมื่อศาลแต่สองศาลขึ้นไปต่างมีอำนาจชำระคดี แต่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ศาลจังหวัดตากอันเป็นการฟ้องคดีต่อศาลซึ่งความผิดมิได้เกิดในเขต กรณีจึงต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์

หรือจำเลยมีสิทธิร้องขอให้โอนคดีได้ แต่จะต้องร้องขอให้โอนคดีไปพิจารณายังศาลที่ความผิดได้เกิดในเขตเท่านั้น

คือศาลจังหวัดนครสวรรค์ ดังนั้น จำเลยจะร้องขอให้โอนคดีไปพิจารณายังศาลจังหวัดกำแพงเพชรไม่ได้

             ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มีเขตอำนาจขอให้โอนคดีไปพิจารณายังศาลจังหวัดอุทัยธานี

โดยอ้างว่าผู้เสียหายเป็นผู้มีอิทธิพล อาจมีการขัดขวางต่อการพิจารณาหรือน่ากลัวว่าจะเกิดความไม่สงบหรือเหตุร้าย

อย่างอื่นขึ้น แม้เป็นการอ้างเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 แต่บทมาตราดังกล่าว

บัญญัติให้เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาโดยเฉพาะเท่านั้น  ดังนั้น จำเลยจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคที่มี

เขตอำนาจขอให้โอนคดีไปพิจารณายังศาลจังหวัดอุทัยธานีไม่ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  2.    พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวัยและนายรุ่นเป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายนายเต๋า

ผู้เสียหาย ก่อนสืบพยานโจทก์นัดแรก นายเต๋ายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายเต๋า

เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ ระหว่างดำเนินคดี นายเต๋าไม่พอใจแนวทางการดำเนินคดีของพนักงานอัยการโจทก์

จึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมโดยระบุว่ามีความเห็นหลายอย่างไม่ตรงกับความเห็นของ

พนักงานอัยการโจทก์  หากโจทก์ร่วมดำเนินคดีนี้ต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่คดี ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้นายเต๋า

ถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วม  ต่อมาภายหลังจากสืบพยานจำเลยเสร็จสิ้นก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดี  นายเต๋าได้ยื่น

คำร้องต่อศาลชั้นต้นขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยระบุว่าเพื่อจะใช้สิทธิชั้นอุทธรณ์ฎีกาต่อไป

             ให้วินิจฉัยว่า  นายเต๋าจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในครั้งหลังได้หรือไม่     

   

ธงคำตอบ

          การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นายเต๋าเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการได้ในครั้งแรก แสดงว่าศาลชั้นต้นฟังว่า

นายเต๋าเป็นผู้เสียหาย สามารถดำเนินคดีแก่จำเลยโดยอาศัยสิทธิตามฟ้องของพนักงานอัยการได้ เสมือนนายเต๋าเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง  ดังนั้น การที่นายเต๋าขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมระบุว่าหากดำเนินคดีต่อไปอาจเกิดความเสียหายแก่คดี

โดยไม่ปรากฏว่านายเต๋าจะไปดำเนินการอะไรอีก ถือได้ว่านายเต๋าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป มีผลเท่ากับ

เป็นการถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมโดยเด็ดขาดแล้ว ดังนั้น นายเต๋าจะยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในครั้งหลังอีกไม่ได้

ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 (คำพิพากษาฎีกา 7241/2544)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  3.    นายหนึ่งอายุ 17 ปีบริบูรณ์ในขณะที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาเรื่องหนึ่ง  ซึ่งมี

อัตราโทษจำคุกตั้งแต่สามปีขึ้นไป  พันตำรวจโทสมศักดิ์ พนักงานสอบสวนคดีนี้ได้สอบสวนนายหนึ่งผู้ต้องหาโดยมิได้จัดให้มี

นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนปากคำนายหนึ่ง

ผู้ต้องหาด้วย ต่อมาปรากฏว่าขณะยื่นฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยต่อศาล นายหนึ่งมีอายุเกิน 18 ปีแล้ว

             ให้วินิจฉัยว่า  การสอบสวนคดีนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และพนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ 

 

ธงคำตอบ

          การสอบสวนในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหานั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ตรี บัญญัติให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม และแม้ต่อมา

ปรากฏว่าขณะยื่นฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยต่อศาล นายหนึ่งจะมีอายุเกิน 18 ปี แล้วก็ตาม แต่การสอบสวนปากคำนายหนึ่งก็ยังคงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 134 ตรี ประกอบมาตรา 133 ทวิ  ดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ พนักงานสอบสวนต้องแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการสอบสวนนั้นด้วย อันเป็นบทบังคับเด็ดขาดให้ต้องมีบุคคลดังกล่าวเข้าร่วมในการนี้ด้วย  เว้นแต่ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอบุคคลดังกล่าวพร้อมกันได้      เมื่อไม่ปรากฏกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งที่มีเหตุอันควรไม่อาจรอได้ การสอบสวนคดีนี้จึงขัดต่อมาตรา 134 ตรี ประกอบด้วยมาตรา 133 ทวิ ถือว่ามิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องนายหนึ่งเป็นจำเลยต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 (คำพิพากษาฎีกาที่ 5252/2545)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  4.    โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายโดยบรรยายฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้าย

ผู้เสียหายโดยเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกที่บริเวณศีรษะ 2 แผล แต่แพทย์รักษาบาดแผลได้ทัน ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย

เพียงได้รับอันตรายสาหัสประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 288, 80 จำเลยให้การปฏิเสธและนำสืบอ้างฐานที่อยู่ ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลย

ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหาย แต่จำเลยเจตนาทำร้ายโดยใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายจนได้รับอันตรายสาหัส

ประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8)

             ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความ ได้หรือไม่  

 

ธงคำตอบ

             การกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามที่โจทก์บรรยายฟ้องรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย

และเป็นความผิดได้ในตัวเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้อง

ไว้ด้วยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายผู้เสียหาย กระสุนปืนถูกที่บริเวณศีรษะ 2 แผล ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส

จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน พอถือได้ว่าโจทก์ได้กล่าวในฟ้องถึงการกระทำที่ประทุษร้ายและ

สภาพความบาดเจ็บของผู้เสียหายไว้แล้ว แสดงถึงเจตนาประสงค์ให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

ผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสแล้ว แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเจตนาทำร้าย

โดยใช้อาวุธปืนตีศีรษะผู้เสียหายแตกต่างจากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะผู้เสียหายโดย

เจตนาฆ่า แต่ข้อแตกต่างนั้นมิใช่ในข้อสาระสำคัญเพราะเป็นเพียงข้อแตกต่างในวิธีการประทุษร้ายของจำเลย อาวุธที่จำเลย

ใช้ทำร้ายและตำแหน่งที่ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บก็ตรงตามฟ้องและจำเลยให้การปฏิเสธอ้างฐานที่อยู่ แสดงว่ามิได้หลงข้อต่อสู้

ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมาย

อาญา มาตรา 297 (8) ตามที่พิจารณาได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง

และวรรคท้าย (คำพิพากษาฎีกาที่ 2768/2536)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            

 

 

 

ข้อ  5.    คดีอาญาเรื่องหนึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง 2 กระทง ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อ

ปกปิดความผิดอื่นให้ประหารชีวิต และฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 9 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ลงโทษ

ประหารชีวิตสถานเดียว จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลย

ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นแล้วฟังว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง แต่จำเลยให้การรับสารภาพ

ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ พิพากษาแก้เป็นว่าลดโทษให้จำเลยกระทงละ

หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นให้จำคุกตลอดชีวิต

และในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราจำคุก 6 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต

             ให้วินิจฉัยว่า  จำเลยจะฎีกาว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องได้หรือไม่   

 

ธงคำตอบ

             การพิจารณาว่าจำเลยจะฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานใดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาความผิดเป็นรายกระทง

ในกรณีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษประหารชีวิต แม้ในชั้นอุทธรณ์จำเลย

อุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษสถานเบา มิได้อุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดก็ตาม ศาลอุทธรณ์จำต้องวินิจฉัย

ถึงการกระทำของจำเลยว่าได้กระทำความผิดฐานดังกล่าวหรือไม่ หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วพิพากษายืน คดีจึงจะถึงที่สุด

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เมื่อปรากฏว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วพิพากษา

แก้โดยลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกตลอดชีวิต แม้จะเป็นการแก้ไขเล็กน้อย

ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวหรือไม่ก็ยังไม่ถึงที่สุด จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐาน

ฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นได้ (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 1916/2543)

             ส่วนในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา

จำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด แต่กลับอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ลงโทษ

สถานเบา ปัญหาที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าวหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว เมื่อศาลอุทธรณ์

มีคำพิพากษา จำเลยจะกลับมาฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอีกไม่ได้เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้น

ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 (คำพิพากษาฎีกาที่ 2451/2527 และ 1916/2543)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  6.    เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2546  นายแดงร้องทุกข์ต่อร้อยตำรวจเอกสมคิดว่า นายดำฉ้อโกงทรัพย์ของนายแดง

ร้อยตำรวจเอกสมคิดรับคำร้องทุกข์ไว้ ต่อมาอีก 5 วัน นายแดงพบนายดำที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง จึงบอกสิบตำรวจเอกผดุง

ซึ่งรักษาการณ์อยู่บริเวณนั้นให้จับกุมนายดำโดยแจ้งว่าได้ร้องทุกข์นายดำในข้อหาความผิดฐานฉ้อโกงไว้แล้ว

สิบตำรวจเอกผดุงจึงจับนายดำแล้วนำส่งร้อยตำรวจเอกสมคิดควบคุมตัวไว้

             ให้วินิจฉัยว่า  การที่ร้อยตำรวจเอกสมคิดควบคุมตัวนายดำไว้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 

ธงคำตอบ

             ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ในคดีอาญา การจับกุมและคุมขังบุคคลใดจะกระทำมิได้ เว้นแต่

มีคำสั่งหรือหมายของศาล หรือผู้นั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าหรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่นให้จับได้โดยไม่มีหมายตามที่

กฎหมายบัญญัติบทบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับเมื่อครบกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับตามมาตรา 335 (6)

และบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

             การจับนายดำกระทำในวันที่ 15 มีนาคม 2546 ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 วรรคหนึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว

การจับกุมและคุมขังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรานี้ การจับนายดำแม้จะเป็นกรณีที่มีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าบุคคลนั้น

กระทำผิด และแจ้งว่าได้ร้องทุกข์แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (4)  แต่กรณีดังกล่าวมิใช่

การกระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ที่กฎหมายบัญญัติ เพราะการขอให้จับมิใช่เหตุจำเป็นอย่างอื่น

ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 78 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และใช้บังคับมิได้ การจับนายดำจึงเป็นการจับที่มิชอบ และทำให้การควบคุมตัวนายดำของ

ร้อยตำรวจเอกสมคิดเป็นการควบคุมที่มิชอบไปด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  7.    โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์เป็นเวลา 3 ปี คิดค่าเช่าเดือนละ 100,000 บาท

ปรากฏตามสำเนาสัญญาเช่าซึ่งแนบมาท้ายฟ้อง เมื่อครบ 2 ปี โจทก์กับจำเลยตกลงกันเพิ่มค่าเช่าเป็นเดือนละ 200,000 บาท

ต่อมาจำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าเป็นเวลา 12 เดือน เมื่อครบกำหนด 3 ปี โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยไม่ยอมออกจาก

อาคารที่เช่า จึงขอให้ศาลขับไล่จำเลยกับเรียกค่าเช่าที่ค้างชำระ 2,400,000 บาท จำเลยให้การว่าจำเลยเสียเงินกินเปล่าให้โจทก์ 1,000,000 บาท โดยมีข้อตกลงกันว่าให้จำเลยเช่าอยู่ได้ 15 ปี จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์ขึ้นค่าเช่า และจำเลยชำระ

ค่าเช่าเดือนละ 100,000 บาทตรงตามกำหนดตลอดมา แต่ในระยะหลังโจทก์ไม่ยอมรับชำระค่าเช่า จำเลยจึงมิได้ผิดสัญญา

และยังไม่ครบกำหนดตามสัญญาเช่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในสัญญาเช่าไม่ได้ระบุเรื่องเงินกินเปล่า และโจทก์แถลงรับว่า

การตกลงเพิ่มค่าเช่ามิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือ 

             ให้วินิจฉัยว่า  .  จำเลยจะนำสืบพยานบุคคลว่า จำเลยได้เสียเงินกินเปล่าและโจทก์ตกลงให้จำเลยเช่าได้ถึง 15 ปี ได้หรือไม่

                              .  โจทก์จะนำสืบพยานบุคคลว่า โจทก์จำเลยตกลงเพิ่มค่าเช่าได้หรือไม่ 

 

ธงคำตอบ

             .  เงินกินเปล่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า ไม่ทำให้สัญญาเช่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าการเช่า กรณี

จึงต้องรับฟังว่าสัญญาพิพาทเป็นสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ธรรมดาตามฟ้องโจทก์ และเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมี

พยานเอกสารมาแสดง การที่จำเลยขอนำสืบพยานบุคคลว่ามีการตกลงกันให้จำเลยเช่าอยู่ได้ 15 ปี จึงเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมข้อความในเอกสาร ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 () (เทียบคำพิพากษาฎีกาที่ 2402/2525)

             . เมื่อการเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้มีพยานเอกสารมาแสดง

การตกลงแก้ไขเพิ่มเติมอัตราค่าเช่าซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาเช่าก็จะต้องมีพยานหลักฐานเป็นหนังสือด้วย การที่โจทก์

นำสืบพยานบุคคลว่ามีข้อตกลงเพิ่มอัตราค่าเช่าโดยไม่มีพยานเอกสารมาแสดง จึงเป็นการสืบพยานบุคคลเพิ่มเติมแก้ไข

ข้อความในเอกสารสัญญาเช่า ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 () เช่นกัน

(คำพิพากษาฎีกาที่ 736/2494)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  8.    พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร ในชั้นพิจารณาโจทก์อ้างว่าไม่อาจ

นำเด็กหญิงแดงอายุ 14 ปี ผู้เสียหายมาเป็นพยานศาลได้เนื่องจากเด็กหญิงแดงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ต่างประเทศไม่อาจ

ติดต่อได้ จึงขออ้างส่งวิดีทัศน์การสอบปากคำเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนในสถานที่

ที่จัดเฉพาะสำหรับเด็กซึ่งมีนักจิตวิทยา มารดาของเด็กหญิงแดงซึ่งเด็กหญิงแดงร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วม

ในการถามปากคำนั้นด้วยเป็นพยานหลักฐานแทน  นอกจากนั้นโจทก์ยังได้นำสืบเด็กหญิงเขียว อายุ 13 ปี โดยศาลให้คู่ความ

ถามพยานปากนี้ผ่านนางใจเย็นนักสังคมสงเคราะห์ ทั้งนี้ศาลไม่ได้ให้เด็กหญิงเขียวและนางใจเย็นปฏิญาณหรือสาบานตนก่อน

เช่นนี้ หากจำเลยคัดค้านการนำสืบพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวว่าต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมาย

             ให้วินิจฉัยว่า  ศาลจะรับฟังวิดีทัศน์คำให้การของเด็กหญิงแดงในชั้นสอบสวนและคำเบิกความของเด็กหญิงเขียว

ได้หรือไม่ เพียงใด

 

ธงคำตอบ

            สำหรับวิดีทัศน์คำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิงแดง ปรากฏว่าในการสอบปากคำเด็กหญิงแดง พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการโดยมีนักจิตวิทยา มารดาของเด็กหญิงแดงซึ่งเด็กหญิงแดงร้องขอและพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำด้วย จึงเป็นการสอบปากคำที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 133 ทวิ ดังนั้น เมื่อในชั้นพิจารณาของศาล การที่เด็กหญิงแดงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ต่างประเทศไม่อาจติดต่อได้ ย่อมถือว่าเป็นกรณีที่ไม่ได้ตัวพยานมาเบิกความเพราะมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง ศาลจึงมีอำนาจตามมาตรา 172 ตรี วรรคท้าย ในการรับฟังวิดีทัศน์คำให้การชั้นสอบสวนของเด็กหญิงแดงที่บันทึกไว้ตามมาตรา 133 ทวิ เสมือนหนึ่งเป็นคำเบิกความของพยานนั้นในชั้นพิจารณาของศาล และให้ศาลรับฟังประกอบพยานอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดีได้

            ส่วนเด็กหญิงเขียว อายุ 13 ปี สามารถเบิกความโดยไม่ต้องปฏิญาณหรือสาบานตนก่อนได้ตามประมวลกฎหมาย

วิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 112 (1)  ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 สำหรับนางใจเย็น

นักสังคมสงเคราะห์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและตามคำสั่งศาล ไม่ใช่พยานบุคคลที่จะต้องปฏิญาณหรือสาบานตนก่อน

และไม่ใช่ล่ามที่จะต้องปฏิญาณหรือสาบานตนก่อนทำหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 13

วรรคสอง ศาลจึงรับฟังคำเบิกความของเด็กหญิงเขียวได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  9.    ในคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อทำการไต่สวนพยานในกรณีที่

ร้อยตำรวจเอกหาญซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายเหี้ยมผู้ต้องหาว่าค้ายาเสพติดให้โทษถึงแก่

ความตายในขณะถูกจับกุม ซึ่งร้อยตำรวจเอกหาญได้อ้างว่านายเหี้ยมได้ใช้อาวุธปืนยิงร้อยตำรวจเอกหาญก่อน

ร้อยตำรวจเอกหาญจึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนยิงนายเหี้ยมเพื่อเป็นการป้องกันชีวิตของตนอันเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ทั้งนี้เพื่อให้ศาลไต่สวนพยานเพื่อความชัดเจนต่อไป ศาลได้ปิดประกาศและนัดไต่สวนพยานในวันที่ 2 เมษายน 2546

เวลา 14.00 นาฬิกา ในวันนัดดังกล่าวนางหงษ์ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเหี้ยมมีความประสงค์จะยื่นคำร้อง

ขอเข้ามาในคดีเพื่อซักถามพยานที่พนักงานอัยการจะนำสืบ  และเพื่อที่จะนำสืบพยานหลักฐานของฝ่ายตนเพื่อแสดง

ให้เห็นว่านายเหี้ยมมิได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ร้อยตำรวจเอกหาญ หากแต่ร้อยตำรวจเอกหาญได้ใช้อำนาจโดยมิชอบยิง

นายเหี้ยมแต่ฝ่ายเดียวจนนายเหี้ยมถึงแก่ความตาย

             ให้ท่านในฐานะทนายความ ร่างคำร้องเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลตามความประสงค์ของนางหงษ์ตัวความ (ให้ร่างแต่

ใจความในคำร้องเท่านั้น)   

 

ธงคำตอบ

             ข้อ 1.  คดีนี้ พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลทำการไต่สวนพยานในกรณีที่ร้อยตำรวจเอกหาญ

เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่า ได้ใช้อาวุธปืนยิงนายเหี้ยม ผู้ต้องหาว่าค้ายาเสพติดให้โทษถึงแก่ความตายในขณะเข้าจับกุม

เพื่อเป็นการป้องกันชีวิตของตนซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่เพราะนายเหี้ยมใช้อาวุธยิงตนก่อน โดยศาลนัดไต่สวนพยาน

ในวันนี้เวลา 14.00 นาฬิกา ดังความแจ้งอยู่แล้วนั้น

             ผู้ร้องในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเหี้ยมผู้ตาย มีความประสงค์ที่จะขออนุญาตศาลเข้ามาในคดีเพื่อักถามพยานที่พนักงานอัยการจะนำสืบ และผู้ร้องประสงค์จะขอสืบพยานหลักฐานของผู้ร้อง เพื่อแสดงให้เห็นว่านายเหี้ยมมิได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้ร้อยตำรวจเอกหาญ  หากแต่ร้อยตำรวจเอกหาญได้ใช้อำนาจโดยมิชอบยิงนายเหี้ยมแต่เพียงฝ่ายเดียวจนนายเหี้ยมถึงแก่ความตาย

             ขอศาลได้โปรดอนุญาตด้วย

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

 

 

ลงชื่อ………………………………………………………………ผู้ร้อง

 

คำร้องฉบับนี้ ข้าพเจ้า…  ทนายความของนางหงษ์ ผู้ร้องเป็นผู้เรียง/พิมพ์

 

 

ลงชื่อ………………………………………………………………ผู้เรียง/พิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อ  10.   ท่านเป็นทนายความของบริษัทหนึ่ง จำกัด ซึ่งตกลงให้บริษัทสอง จำกัด กู้เงินมีกำหนดระยะเวลาแน่นอน

ตามรายละเอียดในสัญญาที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกัน บริษัทหนึ่ง จำกัด ขอให้ท่านกำหนดหัวข้อของสัญญากู้เงินที่จะทำกับ

บริษัทสอง จำกัด ให้บริษัทหนึ่ง จำกัด พิจารณาก่อนที่จะนำไปเสนอต่อบริษัทสอง จำกัด เพื่อเจรจาทำความตกลงกัน

ในรายละเอียดต่อไป

             ให้ท่านระบุหัวข้ออันเป็นสาระสำคัญของสัญญากู้เงินอย่างน้อย 10 ข้อ ตามความประสงค์ของบริษัทหนึ่ง จำกัด

 

ธงคำตอบ

             สัญญากู้เงินควรมีหัวข้ออันเป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้

                     1.  วันเดือนปีที่ทำสัญญา

                     2.  สถานที่ที่ทำสัญญา 

                     3.  ชื่อผู้กู้ ผู้ให้กู้ และที่อยู่ของคู่สัญญา

                     4.  จำนวนเงินที่กู้

                     5.  สกุลเงินที่กู้

                     6.  ระยะเวลากู้

                     7.  วิธีการเบิกจ่ายเงินที่กู้

                     8.  อัตราดอกเบี้ย

                     9.  การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย

                   10.  กำหนดเวลาชำระดอกเบี้ย

                   11.  กำหนดเวลาชำระต้นเงิน

                   12.  วิธีการชำระต้นเงินและดอกเบี้ย

                   13.  ข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักประกันหรือการค้ำประกันเงินกู้

                   14.  เหตุที่ผู้กู้หรือผู้ให้กู้สามารถเลิกสัญญาและให้มีการชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนก่อนกำหนด

                   15.  วิธีระงับข้อพิพาท